เมื่อก่อนพล และหลายๆ คนไม่รู้ว่า ถ้าซื้อสินค้า Apple ทุกอย่างที่ญี่ปุ่น เกินขั้นต่ำที่เขากำหนด จะไม่รวมภาษีของญี่ปุ่นเข้าไปด้วย!? หลังจากไปลองซื้อจริงๆ ด้วยตัวเอง ก็สามารถไขข้อข้องใจได้มากมาย ขอเอามาเรียบเรียงเป็นประโยชน์ให้คนที่มีเป้าหมายเหมือนกันได้เป็นตัวนำทางครับ

กำเนิดภารกิจ อันเชิญ MacBook Pro 2016

เนื่องจากพลใช้ MacBook Air รุ่นปี 2011 มาได้จนถึงตอนนี้ ประเภทงานที่พลทำมันใช้ตั้งแต่งานทั่วๆ ไป จนถึงต้องการสเปคสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่น

  • ค้นหาข้อมูล, ฟังเพลง
  • พิมพ์งาน, ทำพรีเซนต์เตชั่นอบรม หรือบรรยายในงานต่างๆ
  • พัฒนาโปรแกรม, เว็บแอพ, โมบายล์แอพพลิเคชั่น
  • ตัดต่อวิดีโอ, ทำงานกับโมเดล 3 มิติ บน Photoshop
  • ข้อสุดท้ายสำคัญมาก เล่นเกมส์

ซึ่งในความเป็นจริงเจ้า MacBook Air ของพลเนี่ยมันยังใช้งานได้ปกติ ยกเว้นที่มันจะหนืดๆ นิด ตามการกินทรัพยากรของระบบที่อัพเดตมาเรื่อยๆ และแบตเตอรี่ที่อยู่ได้ 1 ชั่วโมง ก็หรูแล้ว และด้วยแรม 4 กิกะไบต์ การทำงานแบบลื่นไหล ก็ไม่อาจจะทำได้บนเพื่อนผู้ซื่อสัตย์นี้ได้อีกต่อไป

ประจวบเหมาะกับที่ครอบครัวพล วางแผนจะไปลุยญี่ปุ่นพอดี (อะไรมันจะมาลงตัวขนาดนั้น) และจากการหาข้อมูล ทำให้พลตัดสินใจไปลองซื้อ MacBook ใหม่ที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่มาของรีวิวนี้นี่เอง

ไปซื้อกันเลย

ในที่นี้พล ไปเที่ยวแถบคันไซ ฐานหลักของเราก็คือโอซาก้านั่นเอง โดยที่โอซาก้าจะมีร้าน Apple Store ที่ย่านชอปปิ้ง Shinsaibashi ตามแผนที่นี้

การเดินทางก็ไม่ยากครับ หากเราต้องการมาเยือนสะพานกูลิโกะ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของโอซาก้าอยู่แล้ว มันจะมีถนนคนเดิน ที่ส่วนตัวพลว่ามันหรูหรามาก เชื่อมต่อย่านชอปปิ้งแถบนี้ และก็มีไปทาง Shinsaibashi ด้วย

ใช้ Google Maps นำทางก็ได้ Apple Maps ก็ดี (สำหรับคนใช้ iPhone)

มาถึงวิหาร Apple Store Shinsaibashi แล้ว

teerasej-at-apple-store-shinsaibashi

ด้านในคนเยอะมากครับ พนักงานดูแลก็เยอะมากเช่นกัน ง่ายๆ ครับ ขั้นตอนที่พลซื้อเป็นดังนี้

1. แจ้งพนักงาน

เนื่องจากมีสเปคในใจอยู่แล้ว (เล็งได้จากเว็บไซต์ Apple Store Japan แนะนำให้เปิดใน Google Chrome เพราะมันจะแปลภาษาให้เราด้วย) ไปถึงก็บอกเขาได้เลยว่ามาซื้อ MacBook Pro ของพลคุยภาษาอังกฤษนะ ข้างในคล่องอังกฤษทุกคน พนักงานฝรั่งก็มี

เขาก็จะถามให้แน่ใจว่า เราอยากได้รุ่นนี้ใช่ไหม? สีนี้ใช่ไหม? (MacBook Pro 2016 เป็นรุ่นแรกที่มีสีดำ Space Grey ให้เลือกนอกจากสีเงิน) พร้อมให้ดูราคา และสเปกเพื่อให้แน่ใจว่าเราได้ตัวที่ต้องการจริงๆ

แต่… เผอิญรุ่น 15” ที่พลเล็งไว้ มันไม่มีสีดำ Space Grey! โอ้ววววว เคยตั้งใจอยากได้อะไรมากๆ แล้วมันหมดไหมครับบบ

เขาเห็นแอคติ้งความผิดหวังที่ออกมาจากท่าทางของพล ก็ปลอบ (ปลอบจริงๆ นะ) แล้วบอกว่า เรามีรุ่นท๊อปสุดสีดำเหลือนะ (โอ้ว ตังค์ไม่มี๊)

ไม่เป็นไร เอาสีเงินปกติมาก็ได้ พลบอกเขาพร้อมใช้สายตาสื่อว่า กูเตรียมเงินมาแค่เนี้ย

2. บอกเขาได้เลยว่า ขอใช้สิทธิ์ Tourist

เนื่องจากราคาสินค้า Apple ที่ไม่ใช่อุปกรณ์เสริม Accessories มันทะลุขั้นต่ำที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดไปลิบ พลจึงบอกเขาตอนที่เขาแจ้งราคา ประมาณว่า

“ขอใช้สิทธิ์ไม่คิดภาษีนะครับ” (May I have tax refund?)

เขาทำหน้าอึ้งเล็กน้อย (สงสัยไม่เชื่อว่าเราไม่ใช่คนญี่ปุ่น) แล้วก็ถามเราว่ามีพาสสปอร์ตมาด้วยไหมอย่างสุภาพ เขาก็จะขอพาสปอร์ตเราไปเปิด และจิ้มๆ ไอโฟนที่ใช้จัดการซื้อขายของเรา แป๊ปเดียวก็คืนให้

ซึ่งราคาก็จะเป็นตามหน้าเว็บเลยครับ เพราะสินค้า Apple ในเว็บของญี่ปุ่นจะเป็นราคาที่ยังไม่รวมภาษี 8%

3. ซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่ม

แน่นอนว่าถ้าเราใช้ MacBook Pro 2016 สิ่งที่เราต้องซื้อเพิ่มคือพวกอแด๊ปเตอร์ต่างๆ (Adapter หรือตอนนี้เรียกกันว่า Dongle) เพื่อเอามาต่อกับพอร์ท USB-C ของ MacBook Pro เพื่อให้เราต่อกับพวก USB ทั่วไป, พอร์ทจอ VGA, หรือแม้แต่ HDMI

ง่ายๆ ครับ บังคับซื้อกลายๆ นั่นแล เพราะตอนนี้มันมีอุปกรณ์กี่ตัวที่มันใช้สาย USB-C เล่า T T

พนักงานเขาก็จะพาขึ้นมาชั้น 2 เพื่อเปิดเช็คเครื่อง และซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่ม ชั้นนี้คนเยอะมากครับ แต่กว่า 90% จะมาซื้อ iPhone กัน และคนซื้อ MacBook Pro 2015 นั้นมีไม่น้อยเลย

2nd-floor-service-apple-store-shinsaibashi

ในส่วนนี้ประทับใจมากในการบริการของเขาครับ

เพราะในความเป็นจริง เจ้าอแด๊ปเตอร์เนี่ย มันแยกแบบต่อจอ VGA และ HDMI เป็นคนละตัว!

 

หมายความว่าพลต้องซื้อเจ้าอแดปเตอร์เนี่ย 2 อัน! และราคามันก็ไม่ใช่เล่นๆ ด้วย นี่ขนาด Apple ประกาศโครงการลดราคาแล้ว แต่ยังไงก็ดีถ้าเราซื้อรวมกับ MacBook Pro มันก็จะไม่คิดภาษีครับ

เป็นไปได้ว่าสีหน้าพลคงซีดระดับแช่น้ำเย็นในหิมะ หลังจากทราบราคาทั้ง 2 ตัวแล้ว พนักงานเขาก็ถามครับว่าจำเป็นต้องใช้ขนาดนั้นเลยหรือ? ทำไมไม่ซื้อแค่แบบ HDMI อย่างเดียว (เขาไม่เข้าใจสินะว่าส่วนใหญ่ Projector บ้านเรามัน VGA กันเยอะ)

แถมเขายังแนะนำด้วยว่า ซื้อแค่ตัวนี้ก็ได้นะ USB-A-to-USB-C

apple-com-th-shop-mac-mac-accessories-mj1m2-wid890-279537071

ซึ่งเป็นตัวที่ถูกที่สุดในกลุ่ม 3 ตัวนี้ครับ แต่เนื่องจากเอามาใช้ทำงาน และพลเป็นวิทยากรที่กลับมาแล้วจำเป็นต้องใช้งานทันทีด้วย จำเป็นต้องเอา 2 ตัวแรกมาใช้งานก่อน T T

พลยังถามเขาด้วยว่าถ้าต้องเสียบ SD Card ล่ะ? (กรณีที่ต้องโอนภาพจากกล้องถ่ายรูป แต่ในการใช้งานจริง พลไม่ใช้ระดับนั้น ลองถามดู) เขาโอววว เลยครับ ทำหน้าคิดแปปหนึ่ง แล้วบอกให้ผมนั่งรอที่นี่ และเขาก็หายเข้าไปในห้องด้านหลัง ซึ่งเหมือนห้องสต๊อคสินค้าครับ

สักพักออกมาพร้อมกับเจ้านี่ของ SanDisk เป็น SD Card-to-USB-C ครับ บวกเข้าไปอีก

google-co-th-hkr62-wid572-354336834

ถึงตรงนี้ พลก็เริ่มบรรลุความคิดบางอย่างครับ ว่าการทุ่มทุนไปกับ Adapter ที่ไม่ได้ใช้งานจริงจัง อาจทำให้หมดตัวก่อนกลับไทยได้ เลยขอบคุณ และบอกเขาว่าของแค่ 2 อันแรกพอ

แต่หลังจากกลับมาไปแล้ว พลคิดว่าจะอุดหนุนโครงการ KickStarter ที่ชื่อ Hyperdrive ดีกว่า เพราะมันเสียบ SD Card กับต่อ HDMI ได้ในตัวเดียวกัน แถมสายไม่ออกมาแกว่งไปมาพาคิดว่ามันจะขาดเข้าสักวันด้วย

 

4. การจ่ายเงิน และเช็คเครื่อง

เนื่องจากค่าเงินเยนอ่อนตัวในช่วงก่อนพลบินไปญี่ปุ่น พลเลยตัดสินใจแลกเป็นเงินสดไปจ่ายครับ

จริงๆ ก็กลัวว่าจะมีคนทุบหัวเหมือนกัน ฮาๆ

พอถึงขั้นตอนจ่ายเงิน เขาก็ถามว่าจะจ่ายเป็นเงินสด หรือบัตรเครดิต พลก็บอกว่าเป็นเงินสดแล้วกัน เขาก็ทำท่าประหลาดใจ แล้วหัวเราะพร้อมบอกพลว่า

“You’re very rich”

พลก็นับเงินให้เขา เขาก็รับและนับเงินให้ดูตรงนั้นอีกครั้ง จนครบ ทีนี้พลก็บอกเขาว่า

“Now, you’re very rich” เขาก็หัวเราะครับ แล้วก็บอกให้รอตรงนี้

แล้วเขาก็หายตัวไป… ไปที่แคชเชียร์ครับ แล้วกลับมาพร้อมบิลต่างๆ ซึ่งตรงนี้นอกจากใบเสร็จแล้ว เขาจะขอพาสปอร์ตไปเย็บบิลอีก 2 ใบเข้าไป ตรงนี้จะมีบทบาทสำคัญตอนออกจากประเทศญี่ปุ่นอีกที

จากนั้นก็เป็นการเปิดเช็คเครื่องตามปกติ เสร็จเรียบร้อยเขาก็จะเอาเครื่องเข้าห่อ และกล่องให้พร้อมใส่ถุงเป็นอันเสร็จพิธี

พนักงานดูแลดีมากๆ ครับ

ตอบทุกคำถามที่สงสัย

นั่นคือประสบการณ์ที่ไปซื้อ MacBook Pro สดๆ ที่ Apple Store ที่ญี่ปุ่น ซึ่งจากส่วนนี้เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลที่พลศึกษาอ้างอิงจากอินเตอร์เน็ตต่างๆ ขอตอบคำถามเพื่อนๆ ที่สนใจจะไปซื้อสินค้า Apple ที่ญี่ปุ่นเพื่อเป็นประโยชน์ดังนี้

1. ราคาสินค้าขั้นต่ำในบิลที่ร้านญี่ปุ่นจะไม่คิดภาษีคือเท่าไหร่?

ในที่นี้สินค้าที่พลซื้อคือสินค้าอุปโภค ประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าสินค้าในบิลรวมกันเกิน 5,000 เยนก็ไม่คิดแล้ว อ้างอิงพวกสินค้าบริโภคและรายละเอียดอื่นๆ ได้ที่นี่

2. ใช้บัครเครดิตรูดซื้อสินค้าที่ Apple Store ในญี่ปุ่น จะได้ละเว้นภาษีไหม?

ได้ เพราะถ้าแจ้งเขาตั้งแต่ก่อนจ่ายเงิน (หลังจากตกลงเลือกสินค้าของเขาแล้ว กำลังดี) เขาก็จะขอพาสปอร์ตเพื่อไปออกเอกสารที่จะละเว้นภาษีให้

3. ซื้อสินค้าที่ Apple Store ในญี่ปุ่น ต้องไปขอ Vat Refund ที่สนามบินไหม?

ไม่ต้อง การละเว้นภาษีจะเกิดขึ้นตอนที่พวกเราจ่ายเงินที่ Apple Store เลย ไม่ต้องไปวิ่งขอ Refund ที่สนามบินอีก

4. เอกสารที่เย็บมาในพาสปอร์ต จะใช้ตอนไหน?

ตอนที่กำลังจะผ่านตม. ญี่ปุ่นเพื่อเข้าไปรอเครื่องใน Terminal (โซน Duty Free นั่นแหละ) จะมีช่วงให้ที่เจ้าหน้าที่ให้เราดึงเอกสารนั้นออกมาจากพาสปอร์ต และส่งให้เขา

5. ถ้าสั่งซื้อ และชำระเงินผ่านเว็บไซต์ Apple Store Japan แล้วไปรับของที่ร้าน จะได้ละเว้นภาษีของญี่ปุ่นไหม?

ไม่ได้ การจะละเว้นภาษีได้ ต้องเป็นการจ่ายเงินที่ร้าน และแสดงพาสปอร์ตให้พนักงานรับทราบ การซื้อผ่านเว็บไซต์ Apple Store Japan จะมีการคิดภาษีรวมตอนชำระเงินผ่านหน้าเว็บแล้ว

ถึงแม้เราเลือกว่าจะไปรับสินค้าที่หน้าร้าน Apple Store ในญี่ปุ่น แต่การชำระเงินเกิดขึ้นไปแล้ว จะมาบอกว่าขอเงินสดส่วนต่างคืนไม่ได้นะ

แต่ถ้าจะละเว้นภาษี ให้อ่านข้อต่อไป

6. ถ้าสั่งจองสินค้าผ่านเว็บไซต์ Apple Store Japan แล้วไปรับของ และจ่ายเงินที่หน้าร้าน จะได้ละเว้นภาษีของญี่ปุ่นไหม?

ได้ เพราะการจองนั้นจะไม่มีการชำระเงินผ่านเว็บไซต์ เราสามารถเลือกวันที่ และสาขาที่จะไปรับของผ่านหน้าเว็บไซต์ จากนั้นตอนไปรับ เขาจะให้เราชำระเงินเหมือนซื้อหน้าร้านตามปกติ ตอนนั้นเราสามารถใช้สิทธิ์ละเว้นภาษีได้

ดังนั้นถ้าจ่ายเงินผ่านหน้าเว็บ ก่อนไปรับของยังไงก็คือฟาวล์นะจ๊ะ ต้องไปชำระหน้าร้านเท่านั้นจ้า

7. จำเป็นต้องแกะกล่องสินค้าออกมาไหม?

ควรครับ เพราะในที่นี้เราซื้อมาใช้งานทันที ไม่ได้เอาเข้ามาขายแต่อย่างใด

และในกรณีของพล เนื่องจากตอนอยู่สนามบินคันไซ ขนมเยอะมาก และการเอากล่องใส่กระเป๋าไปด้วย มันกินพื้นที่กล่องขนมไปเยอะ กล่อง MacBook Pro เลยต้องปิดลงถังตั้งแต่ตอนนั้นเลย ก็เอาแค่ MacBook และอุปกรณ์ข้างในกลับมาใช้งานที่บ้านเกิดเมืองนอน

8. ประกันล่ะ ประกัน

ประกัน Apple Care 1 ปีตามมาตรฐานทั่วโลกเลยครับ ซึ่งพนักงานพอรู้ว่าเรามาจากไทยก็เลยเปิดเว็บไซต์ให้ดูว่า ถ้าเครื่องมีปัญหาให้ส่งกับตัวแทนของ Apple ในไทยได้เลย โดยค้นหาได้ตามเว็บไซต์นี้

สรุป

นั่นคือประสบกาณ์การบินไปหิ้ว MacBook Pro แบบไม่ติดภาษีที่ญี่ปุ่นของพลเอง ซึ่งคิดว่าการซื้อ iPhone ก็คงไม่แตกต่างกัน เพราะเป็นสินค้าที่ราคาพอตัว

ติดอย่างเดียวถ้าเราไม่ได้จองเครื่องผ่านหน้าเว็บไว้ ตัวที่เราเล็งไว้ก็มีโอกาสหมดสต๊อคตอนเราไปถึงหน้าร้านก็ได้ครับ (MacBook ไม่มีให้จองด้วย สีดำที่พลเล็งไว้ก็เลยพลาดไปอย่างน่าเสียดาย)

ถ้าเป็นประโยชน์ให้พวกเรา ก็แชร์ให้เพื่อนๆ ที่กำลังจะไปญี่ปุ่นได้นะครับ หรือถ้ามีคำถามก็คอมเม้นต์ด้านล่างได้นะ

Loading Facebook Comments ...
Menu